ads
Home Lifestyle

Lifestyle

ไลฟ์สไตล์อ่านได้ทุกวัย เล่าประสบการณ์ ข้อคิด แรงบันดาลใจ จิตวิทยา กำลังใจดีๆ

วันก่อนผู้เขียนได้มีโอกาสไปออกทริปปีนเขาก็ไปร่วมกับคนอื่นเพื่อที่เราจะได้มีเพื่อนใหม่ๆ บ้างและก็เจอจนได้ เพื่อนใหม่วัย 68 ปี ปีนเขาเดินป่ามาแล้วแทบจะทั่วเอเซีย บางที่ไปหลายๆ รอบ ถามว่าไม่เบื่อเหรอคะ ทำไมไปซ้ำ คุณอาบอกว่า “หนูเอ้ย ป่า เขา เมฆ หมอก ท้องฟ้า กลิ่นของธรรมชาติไม่เคยเหมือนกันเลยซักวันแม้จะเป็นที่เดียวกันก็ตาม” จากนั้นคุณลุงก็เล่าเรื่องราวของป่า เล่าเรื่องดวงดาว เรานิทาน คืนนั้นจำได้ว่า นอนกองกันตรงรอบกองไฟ เกือบหลับไปเลย อย่างเราล่ะ ถ้าเกษียณแล้วเราอยากไปไหน หรืออยากล่าฝันหรือทำอะไรดีที่มันทำให้เราดื่มด่ำมีความสุขจากภายในใจของเรา แล้วเราก็อยากแบ่งปันเรื่องราวของเราไปสู่คนอื่นบ้าง เลยคิดว่าเอาแหระ 5 ไอเดียนี้อาจจะน่าสนใจพอที่จะแชร์เพื่อนๆ วัย 40อัพ ไว้เป็นไอเดียเผื่อจะได้วางแผนเก็บเงิน และเตรียมร่างกายแต่เนิ่นๆ 1.เที่ยวแบบประหยัด คือเที่ยวด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ บางองค์กรการกุศลจะมีกิจกรรมที่รับสมัครจิตอาสาเช่น ปลูกป่าหรือกิจกรรมที่ร่วมกับชุมชนในต่างจังหวัด เราสามารถไปร่วมงานแบบนี้ได้ด้วยการไม่ต้องลงทุนเยอะ และเราสามารถใช้ความรู้ความสามารถหรือแรงงานของเราไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรม...
ใกล้ปีใหม่ทีไร กังวัลใจทุกทีจะเตรียมอะไรดีให้ลูกค้า คิดไปคิดมาจบที่กระเช้าละกัน เตรียมไม่ทันซักที ปีนี้ลองหาไอเดียใหม่ๆกับของขวัญที่จะถูกใจลูกค้ามาดูกันว่าอะไรบ้างที่น่าสนใจ 1.สมุดโน๊ตดีๆ สวยๆ สีแบบปกที่เราออกแบบเองจะเน้นหรูดูแพง หรือเรียบโก้ หรือจะเป็นชิคๆ น่ารักสีพาสเทล เราลองร่างลองหาธีมที่เป็นเทรนด์ของปีนั้นๆมาจัดดูพร้อมจัดโบว์สวยๆ สั่งทำเป็นโลโก้บริษัทเลยก็จะดี ข้างในมีข้อความดีๆ อยู่ในสมุดเปิดมาแล้วเห็นชื่อบริษัทเราพร้อมคำอวยพรสุดเก๋ แค่นี้ลูกค้าก็จะจำเราไปอีกนาน 2.ชุดกิ๊ฟเซทของขวัญที่มาในรูปแบบกล่องเดียวภายในบรรจุของใช้สนง.น่ารักน่าใช้ ตั้งแต่กล่องนามบัตรเล๋กๆ ปากกา สมุดโน๊ต หรือกระเป๋าใส่นามบัตร รวมไปถึง เฟรชไดร์ส พาวเวอร์แบ้งอันกระทัดรัด จัดชุดตามความเมหาะสมของงบประมาณและสิ่งที่ต้องการนำเสนอให้ลูกค้าประทับใจรับรองว่าจะเป็นของขวัญที่น่าสนใจอีกชิ้น 3.นาฬิกาที่ให้ความหมายของความก้าวหน้าและการพัฒนาดูจะเป็นของขวัญที่แฝงไปด้วยความหมายดีๆและสามารถใช้งานได้จริง หาซื้อง่าย มีหลายราคา เราสามารถเลือกที่สวยๆ ใส่กล่อง ผูกโบว์ถ้าไม่พิมพ์ชื่อบริษัทลงไป อาจใช้โบว์ผูกเป็นสื่อถึงความตั้งใจในการจัดหาและจัดเตรียมให้ลูกค้าอยย่างปราณีตบรรจง แค่นี้ลูกค้าก็ยิ้มไม่หุบแล้วแล้ว 4.บัตรของขวัญ สมัยนี้บัตรของขวัญ บัตรกำนัลถูกออกแบบเป็นทั้งหาร์ดแข็งหรือแบบกระดาษที่สวยงามมีหลายราคาให้เลือกสรร มีทั้งแบบใช้ในการช๊อปปิ้ง ใช้รับประทานอาหาร หรือเป็นส่วนลดดีๆ เป็นที่ชื่อชอบของลูกค้าสายช๊อปอย่างมากเพราะนอกจากจะได้เอาไปซื้อของใช้ที่ชื่นชอบแล้วยังสามารถส่งต่อให้คนรอบข้างได้อย่างไม่น่าเกลียด เพราะใครๆก็ชอบจับจ่ายยิ่งในช่วงเทศกาลด้วยแล้วมีบัตรของขวัญหลายๆใบก็ถือว่าได้ใช้เป็นทั้งแทนเงินสดและเป็นส่วนลด ใช้ง่าย มีความสุขแบบนี้ลูกค้าจะคิดถึงเราไปอีกน้านนาน 5.ต้นไม้มงคลความหมายดีๆ...
เมื่อเราตื่นขึ้นมาเพื่อเริ่มวันใหม่ การทำ Morning  Routine ใน 90 วัน มีอะไรบ้าง 1. การนั่งสมาธิในตอนเช้า เป็นการค่อยๆ รีบูท สมอง เริ่มจาก 1 นาทีก่อนโดยให้ 1นาทีนั้นเป็น นาทีที่มีคุณภาพของการทำสมาธิจริงๆอย่างไม่ว่อกแวก แล้วค่อยๆ ขยับเวลาขึ้นเพื่อเป็นการเปิด สมองและให้จิตเราอยู่นิ่ง  กำหนดลมหายใจเข้าออกจะภาวนาหรือไม่ภาวนาก็ได้ให้นิ่งและว่างที่สุดเท่าที่ทำได้ 2.จินตนาการในสิ่งที่เราอยากให้เป็นเรียกว่า Visualization สเตจที่หนึ่ง กำหนดจิตใต้สำนึกเพื่อจินตนาการของเราไปที่ชีวิตของเราไปอยู่ที่3-5 ปีข้างหน้าเราต้องการอะไร เขียนใส่กระดาษไว้ได้ เหมือนกับเหตุการณ์ในอดีตบางครั้งเรายากที่จะลืมและบางครั้งเราก็ร้องไห้กับเหตุการณ์ในอดีต แต่การจินตนาการแบบมองไปในอนาคตให้เราวาดภาพชีวิตเราให้เห็นเป็นภาพสีและมีรายละเอียดอย่างชัดเจนทุกขั้นตอน สเตจสองคือจินตนาการภาพใน 1 ปีถึงความสำเร็จ ถึงชีวิตแบบที่เราจะเป็นอย่างละเอียดเช่นกัน เช่นหน้าที่การงาน ธุรกิจของเรา ความมั่งคั่งของเราจะต้องเป็นแบบไหน สเตจสามคือจินตนาการใน 1 วัน คือวันพรุ่งนี้เรามีงานหลักๆ...
ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเรามักจะเป็นทุกข์ แต่เมื่อชีวิตจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไป และเราเองก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เหล่านั้น ผมเคยเจอและผ่านสถานการณ์อย่างนั้นมาแล้ว  และมีประโยคนึงที่ผมชอบมากๆ ผู้เขียนบอกตัวเองได้ดีทีเดียว ผมเองก็จำมาไว้เตือนตัวเองแช่นกัน “ชีวิตหลังความเจ็บปวด มักจะสอนอะไรเราหลายอย่าง" บทเรียนที่ได้มา ทำให้เราหันกลับมาดูแลตัวเอง หรือหันกลับมารักตัวเอง และจนวันหนึ่งมันทำให้เรารู้ว่า เราเองสามารถกลับมามีความสุขได้อีกครั้ง โดยปราศจากใครบางคนที่เรา... เคยรักมากที่สุด เราไม่ได้เก่งจนสามารถลืมใครบางคนได้หมดหัวใจ และแน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องพยายามลืมด้วยเช่นกัน ให้ความารัก ความพลัดพลาก ความเจ็บปวดที่ผ่านมาสอนให้เรา รู้สึกถึงคุณค่าของตัวเอง และอยู่คนเดียวได้อีกครั้ง โดยที่ไม่ดึงดูดเอาใครเข้ามาในชีวิตเพื่อทำให้เราเจ็บอีกครั้ง รักอย่างไร จึงจะเรียกว่ารักให้เป็น ความรัก ในความคิดของผม มีแต่สิ่งที่สวยงาม แต่ทำไมเราถึงทุกข์เพราะ ความรัก ความรักไม่เคยทำร้ายใคร แต่เรารักเพราะกิเลศ เพราะความโลภ เพราะความอยากครอบครองสิ่งที่ตนเองรักต่างหาก และความรักถูกให้ค่าให้ราคาเพียงแค่ต้องมีบางอย่างตอบแทนกลับมาเพื่อเติมเต็มสิ่งที่เราได้ให้ไป และเมื่อไม่ได้มา เราจึงโศกเศร้า เสียใจ และตามมาด้วยความโกรธ ความหึงหวง โมหะ โทษะ ครอบงำแทนที่ความรักที่สวยงาม ความโลภ  ความหลง ความโกรธ 3 ตัวการต่างหากที่นำมาซึ่งคำกล่าวที่ว่า มีรักย่อมมีทุกข์ หากความรักที่แท้จริง คือ...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว อัตราเจริญพันธ์(หรือ Fertility rate)ของประเทศไทยเท่ากับ 6.5  แปลความง่ายๆว่า หญิงไทยให้กำเนิดลูกเป็นจำนวนโดยเฉลี่ยเท่ากับ 6.5 คน โอ้โห.....คงเป็นเรื่องที่น่าตกใจที่พบว่าคนในอดีตมีลูกกันเยอะขนาดนั้น เพราะในยุคสมัยนี้หาใครที่มีลูกเกินสองคนยากมากแต่นั่นคือประเทศไทยเมื่อ 60 ปีก่อน หรือในปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) ในยุคสมัยนั้นตระหนักว่าอัตราเจริญพันธ์ที่มากขนาดนี้เป็นผลเสียต่อความกินดีอยู่ดีของคนไทย เมื่อครัวเรือนไทยมีลูกหลานจำนวนมาก ย่อมต้องมีภาระค่าใช้จ่ายมีสูงขึ้นตามจำนวนสมาชิกในครัวเรือน ดังนั้นจึงได้เกิดการรณรงค์สร้างกระแสคุมกำเนิดประชากร ในสมัยนั้นจึงเกิดคำขวัญว่า “ลูกมากจะยากนาน” เพื่อเตือนสติหนุ่มสาวในวัยเจริญพันธ์ให้รู้จักวางแผนครอบครัว และควบคุมจำนวนทายาท โดยรณรงค์ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ การแจกถุงยางอนามัย ให้บริการยาเม็ดคุมกำเนิด รวมไปถึงบริการทำหมันอีกด้วย แต่  แต่   แต่  !!!!!  ปัจจุบันล่ะ จากรูปกราฟที่แสดงประกอบนี้จะเห็นได้ว่าอัตราเจริญพันธ์ของประเทศไทย ลดลงอย่างต่อเนื่อง หากแต่ปรากฎการณ์นี้มิใช่เป็นเพราะการรณรงค์คุมกำเนิดประชากร แต่กลับเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ กล่าวคือการพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงเวลาเดียวกัน ที่ส่งผลให้รายได้ของคนไทยเติบโตต่อเนื่อง และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนคนไทยโดยถ้วนหน้า ยังไง  ยังไง  ยังไง ??? พัฒนาการที่ก่อเกิดควบคู่กันกับเศรษฐกิจที่เติบโตคือ...
สมัยนี้แอปแชท แอปหาคู่ โซเชียลแก้เหงา เราจะเล่นยังไงไม่ไห้เก้อ ไม่ต้องมานั่งเสียใจ เสียเงิน แถมเสียตัวแอปหาคู่สมัยนี้เป็นที่นิยมอย่างมาก แน่นอนมีทั้งคนดีและมิจฉาชีพ ก่อนเล่นแอปเหล่านี้ ต้องวางกลยุทธก่อน มาทำตามกันดูค่ะ สำรวจตัวเองก่อน เช่นเป็นคนอ่อนไหวง่ายไหม อินเลิฟกับอะไรง่ายๆหรือจิตแข็งพอไหม การเล่นแอปหาคู่เราควร คุยกว้างๆก่อน อย่าอิน อย่ามโน อย่าวู่วาม ท่องไว้ว่า บางสิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่แบนั้น ไม่แนะนำสำหรับคนที่อยากมีคู่แบบเร่งด่วน อยากเจอคนรัก อยากเจอเจ้าชาย หล่อ รวย หรืออะไรที่คิดเอาแต่เข้าข้างตัวเอง แบบนี้โอกาสวื๊ด มีสูงมาก เผลอๆ อาจจะเสียอนาคตกันเลยทีเดียว ถามตัวเองว่าอยากได้คนแบบไหน และ จัดธีมของรูปภาพตัวเองให้เป็นที่สนใจของคนกลุ่มนั้น เช่นอยากได้คนที่ออกกำลังกายเล่นกีฬา เราเองก็ควรมีกิจกรรมด้านนี้เป็นรูปโปรไฟล์ เป็นรูปภาพกิจกรรมของเรา เราชอบทำอาหาร อยากโชว์สกิลความเป็นแม่บ้าน...
ไลฟ์สไตล์แบบเรียบง่ายกำลังกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หลายคนคงได้เห็นการใช้ชีวิตของหนุ่มสาวรุ่นใหม่บางคนที่ลดความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือลงในชีวิต หันกลับมาใช้ชีวิตแบบมักน้อยทั้งในด้านแฟชั่นและงานสถาปัตยกรรม MINIMALIST คืออะไรทำไมถึงเป็นที่นิยมในปัจจุบัน หากย้อนกลับไปในยุคทศวรรษที่ 60 จะพบว่าเหล่าบุพผาชนชาวตะวันตกเริ่มก่อหวอดเบื่อหน่ายศิลปะแนว ABSTRACT ART  ที่เน้นสีสันและรายละเอียดแบบฟุ้งเฟ้อ หันกลับมาสู่การนำเสนองานแบบเรียบง่ายตรงไปตรงมา เน้นการดำรงชีวิตแบบ ไม่ตกแต่งอะไรมากมาย จนกลายเป็นแนวงานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ดูเหมือนจะไม่ใส่อะไรไปมากมายในผลงาน ปัจจุบันนักวิชาการจำนวนหนึ่งได้นิยามสังคมมนุษย์ว่าอยู่ในยุคสังคมแบบ disruption การสื่อสารและคมนนาคมเป็นแบบฉับไวสะดวกสบาย ผู้คนสามารถสื่อสารและส่งข้อมูลกันได้ที่ละมากๆ จนเรากำลังจะก้าวเข้าไปสู่การส่งถ่ายข้อมูลกันในระดับ 5G ในอีกไม่กี่ปีนี้ เมื่อพิจารณาดูแล้วดูเหมือนว่าเรากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสะดวกสบายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับบางคนบางกลุ่มแล้วพวกเขากลับรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้มันมีความเยอะมากเกินไป มากมายเกินเหมือนกับกำลังพันธนาการชีวิตพวกเขาให้กลายเป็นทาสของการใช้ชีวิตแบบบริโภคนิยม ในแต่ละวันพวกเขารู้สึกไม่มีความสุขที่จะต้องดิ้นรนตื่นแต่เช้าไปทำงานและเดินทางกลับบ้านแบบเบียดเสียดในระบบขนส่งสาธารณะ การดิ้นรนขวนขวายดังกล่าวนี้เพื่อมีทรัพย์สินที่สะดวกสบาย เช่น ผ่อนบ้านหลังใหญ่และรถยนต์คันใหม่ที่ทันสมัยขึ้น ชีวิตจึงเหมือนติดกับดักให้ต้องทำงานเพื่อให้ได้ค่าจ้างมาจ่ายเพื่อบริโภคสิ่งของต่างๆจนฟุ่มเฟือยและรกเต็มบ้าน minimalist lifestyle จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในประเทศตะวันตกและประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ เมื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงที่กล่าวมานี้ สำหรับสังคมไทยแล้วการใช้ชีวิตสมถะเรียบง่ายนี้มีอยู่ในหลักคำสอนของพุทธศาสนามากว่า 2500 ปีแล้ว ในหลายๆหลักคำสอนและที่โดดเด่นคือหลักการว่าด้วยเรื่องการใช้ชีวิตแบบมักน้อยในแนวสัปปายะวิถี ที่มุ่งเน้นการดำรงชีวิตและปรับแต่งสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการกินอยู่ที่สะดวกสบายและปลอดภัย มีรายละเอียดปรากฎไว้ 7 ประการคือ 1.อาวาสสัปปายะ การปรับแต่งที่อยู่อาศัยให้มั่นคงสะอาดและสะดวกสบาย ไม่มีสิ่งของมากมายจนทำให้การใช้ชีวิตประจำวันยุ่งเหยิงวุ่นวาย...
(โอกาสของคนรุ่นใหม่กับเทรนด์อาชีพในปัจจุบันมีอะไรบ้างลองมาดูกัน 1.วิศวกรซอฟแวร์และนักพัฒนา เป็นสาขาที่มาแรงและแซงโค้งเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก 2.วิศวกรอิเลคทรอนิคที่้แยกย่อยมาจากวิศวกรรมไฟฟ้า ทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกแบบ ทดสอบ และซ่อมแซม รวมถึงติดตั้ง เกี่ยวกับวงจรอิเลคทรอนิค 3.วิศวกรรมเครื่องกล เมื่อโลกเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมที่นำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานคนมากขึ้น ทุกประเภทพัฒนาการใช้เครื่องจักรเพื่อเพิ่มผลผลิต ตำแน่งนี้จึงยังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก 4.นางพยาบาล สิ่งที่สำคัญของอาชีพนี้คือค่าตอบแทนที่สูงเพราะไม่สามารถใช้เครื่องจักรทำงานแทนได้ 5.แพทย์และแพทย์เฉพาะทางโดยการศึกษาที่ค่อนข้างยากจึงทำให้บุคลากรด้านนี้ขาดแคลนยิ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางด้วยแล้วยิ่งเป็นที่ต้องการอย่างมาก 6.วิศวกรโยธา คือบบุคลากรกรที่เหมือนเป็นผู้สร้างทางของการเคลื่อนสินค้าจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งกาสร้างทางที่สะดวกสบายการออกแบบเพื่อที่เหมาะสมกับภูมิประเทศจะนำมาซึ่งความเจริญก้าวหน้าและความมั่งคั่งของประเทศได้มากมา 7.วิศวกรรมไฟฟ้า เมือไฟฟ้ายังคงเป็นพิ้นฐานชองการดำรงชีวิตประจำวันบุคลากรด้านไฟฟ้าจึงยังมีส่วนสำคัญเพื่อขับเคลื่อนให้ความเจริญไปถึงยังทุกๆที่ได้ 8.นักวิเคราะห์ด้านไอที ปัจจุบบันการดำเนินงานในทุกๆธุรกิจ การวิเคราะห์สถิติตัวเลขทางธุรกิจยังมีความจำเป็นค่อนข้างมาก และบุคลากรด้านนี้ก็ยังมีไม่เพียงพอกับตลาดแรงงาน 9.นักบัญชี อาชีพนี้ยังคงมีบทบาทค่อนข้างมาก แม้ในปัจจุบันจะเริ่มมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยค่อนข้างมาก แต่การเก็บตัวเลขทางบัญชีก็ยังจำเป็นต้องใช้บุคลากรอยู่ดี อาชีที่ดีนอกจะเป็นอาชีพที่เกิดจากการได้ใช้ความรู้ที่เราเรียนมาแล้ว อาชีพนั้นต้องทำเงินให้เราพอๆกับความสุขที่เราควรได้รับจากการทำงานในอาชีพนั้นๆด้วย
  ไปอ่านเจอบทความหนึ่ง เกริ่นนำด้วย คำกล่าวของ George Bernard Shaw ซึ่งกล่าวไว้ว่า “ความลับของการเกษียณคือ การที่วัยชราเกิดความขุ่นเคืองด้วยการปล่อยให้ตัวเองว่างเกินไป ซึ่งยาแก้ความขุ่นเคืองนั้นก็คือ คุณต้องทำอะไรซักอย่างดังนั้นวันหยุดพักผ่อนของชีวิตตลอดกาลจึงเป็นการได้ทำงานที่ดีโดยไม่มีสิ้นสุด” โอโห้ คิดแบบนี้แล้วฉันจะได้พักไหมเนี่ย .... เราลองมาวิเคราะห์กันดูว่าเหตุใดการพักผ่อนของชีวิตคือการได้ทำงานที่ดี เมื่อมนุษย์เกิดขึ้นความรัก ด้วยปฏิกิริยาการให้และการรับที่สมบูรณ์ ด้วยหัวใจแห่งความรักนั้นผสมจิตวิญญาณ ที่หล่อหลอมรวบรวมร่างกายที่เกิดจากธาตุพื้นฐานบนโลกนี้ให้เป็นร่างกายที่มีความคิด มีจินตนาการมีความฝันมีเหตุผลและอีกมากมาย เมื่อผ่านเวลาไปจนมนุษย์ผู้นั้นเติบโตขึ้นสู่วัยทำงานที่เราต้องทำงาน หามรุ่ง หามค่ำ เพื่อรับผิดชอบต่อคนที่เรารัก เราเฝ้ารอว่า เมื่อไรภาระนี้จะผ่านไป เมื่อไรที่เราจะส่งใครถึงฝั่ง และเมื่อไรที่เราจะได้เริ่มทำเพื่อตัวเอง ผ่านวันคืน ผ่านวันเวลาจนมารู้ตัวอีกที อ้าวอีกไม่กี่พี่เราจะเกษียณแล้ว จะได้พักผ่อนและใช้ชีวิตสักที เดือนแรกของการพักผ่อนช่างสบายแท้ ไม่ต้องตื่นแต่เช้า ไม่ต้องรีบออกจากบ้านตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเพื่อจะตอกบัตรเข้าทำงานได้ทัน ไม่ต้องประชุม ไม่ต้องเครียดทะเลาะกับลูกน้อง ไม่ต้องง้อลูกค้าคนใด ได้ Slow life อย่างที่ใจฝัน ดูเหมือนนี่แหระคือชีวิตที่ต้องการ เวลาผ่านไปแค่สองเดือน...
Success is going from failure to failure without loss of enthusiasm. ความสำเร็จเกิดจากความล้มเหลวที่จะล้มเหลวโดยไม่สูญเสียความกระตือรือร้น คำกล่าวของ เซอร์ วินสตัน เซอร์ซิส ไม่มีใครอยากล้มเหลวและมันยากนะครับที่จะมานั่งคิดบวกว่านั่นคือประสบการณ์ คือความได้เปรียบเสมือนการลงทุน  ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคิดในแง่นี้ ความล้มเหลวก็คือต้นทุน  และการลงมือทำอะไรก็ตามในทุกครั้งของให้คิดถึงสัจจธรรมในข้อนี้ไว้ครับ  “ความล้มเหลวคือการลงทุน”  มันเป็นต้นทุนอีกตัวหนึ่งซึ่งต้องนำมาใส่เข้าไว้ในบัญชีส่วนตัวของเรา และเราจะเปลี่ยนแปลงให้ ต้นทุนที่มาจากความล้มเหลวนี้ให้เป็โอกาสที่ดีในอนาคตไดเอย่างไร ลองตั้งคำถามกับตัวเองดู 1.เกิดเหตุการอะไรขึ้น 2.เหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร 3.ทบทวนสาเหตุว่าเกิดจากอะไร 4.อะไรคือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ และมีอะไรบ้าง 5.ถ้าเกิดเหตุกาณณ์แบบนี้อีกในอนาคต เราจะมีวิธีหรือแก้ปัญหาอย่างไร ตอบให้ครบทุกคำถามแล้วเราจะพบหนทางที่เราจะแก้ปัญหานี้ที่อาจจะเกิดในอนาคต ต้องยอมรับให้ได้นะครับว่า ความล้มเหลวเป็นเรื่องที่เราต้องพบเจอจะมากน้อยก็แล้วแต่ละบุคคล มีบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมายที่มีผลงานด้านความสำเร็จโดดเด่น แต่แน่นอนว่าคนเหล่านั้นก็ผ่านความล้มเหลว ล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย เมื่อเราลงมือทำอะไรเมื่อเราจูนตัวเองไปที่ความสำเร็จมากแค่ไหน ไกลแค่ไหน ให้เราพึงระลึกไว้เสมอว่า ในความสำเร็จตรงหน้า คือระยะทาง ระยะเวลา ที่มีเหล่าบรรดาความล้มเหลว จ้องจะตะครุบคุณอยู่ในตลอดเส้นทางนั้น  จงยินดีที่จะเผชิญหน้าและยิ้มรับกับมัน และวันนึงความล้มเหลวเหล่านั้นจะทำอะไรคุณไม่ได้ ที่สำคัญ...