ads
Home Health&Sport

Health&Sport

เรื่องราวการออกกำลังกาย กีฬา กิจกรรมสันทนาการ การดูแลสุขภาพ, รวมถึง อาหารการกินและสูตรอาหาร

แกงเขียวหวานเนื้อหรือไก่ แบบตำเครื่องแกงเอง   กินแกงเขียวหวานแบบถุงมานานมากจนแทบจะลืมรสชาติแบบดั้งเดิมแล้ว วันนี้คงต้องลงครั้วซะหน่อยเอาแบบตำน้ำพริกเองเลยเพื่อรสชาติที่เหมือนสมัยที่ทานตอนเด็กๆ ว่าแต่จะมีคนทานกับเราได้ไหมนี่ ขั้นตอนแรก เตรียมพริกแกงเขียวหวาน ส่วนผสมพริกแกง   ข่า 2-3 ชิ้น  ผิวมะกรูด 3 ชิ้นเล็กๆ ตะไคร้ซอย 2 ต้น พริกขี้หนูสวนแดงเขียวปนกัน 50 กรัม หอมแดง 2 ลูก กระเทียมไทย  15 กลีบ ลูกผักชีคั่ว 1ช้อนโต๊ะปาดๆ ยี่หร่าคั่ว 1 ช้อนชา กะปิดีๆ หอมๆ ครึ่งช้อนโต๊ะ โขลกรวมกันจนละเอียดเข้ากันดี ตำเป็นจังหวะอย่าช้า อย่าเร็วเกินนะคะ เอาแบบมืออาชีพ เผื่อหนุ่มข้างบ้านที่เล็งไว้จะมาจีบไปเป็นแฟนก็ถือว่าเป็นการตำน้ำพริกสร้างโอกาสได้ในเวลาเดียวกัน  วกมาที่การทำแกงก่อนค่ะ เดี๋ยวจะอดกิน เตรียมส่วนที่ต้องทำแกง  เนื้อสันนอกติดมันนิดหน่อย...
เปิดครัวแม่เอียดวันนี้ พี่บอกเลยว่าอยากกินพะแนง พะแนงไก่ พะแนงเนื้อ พะแนงหมู ของชอบวัยเด็ก สมัยนี้หาทานแบบอร่อยๆ ยากจัง  ลงครัวเลยดีกว่าอยากกิน ต้องได้กิน และต้องได้กินแบบรสมือแม่ด้วยนะ เรื่องเยอะกับการกินคืองานอดิเรกของพี่ จะให้ซื้อเป็นถุงๆมาแกะกิน พี่ขอบาย มาดูส่วนผสมพริกแกงกันก่อนนะจ๊ะ ว่ามีอะไรบ้าง พริกแกงพะแนงอยู่ในกลุ่มพริกแกงแดงที่ใช้พริกแห้งมาแช่น้ำแล้วนำมาตำร่วมกับสมุนไพรนานาชนิด ส่วนผสมพริกแกง   ข่า 2-3 ชิ้น  ผิวมะกรูด 3 ชิ้นเล็กๆ ตะไคร้ซอย 2 ต้น พริกแห้งแช่น้ำ 7 เม็ด ถ้าชอบเผิดมากก็ใส่เพิ่มนิดหน่อย หอมแดง 2 ลูก กระเทียมไทย  15 กลีบ ลูกผักชีคั่ว 1ช้อนโต๊ะปาดๆ ยี่หร่าคั่ว 1 ช้อนชา...
เจ็บเข่าจนทนไม่ไหวเลยต้องออกมาสู้กันซักตั้ง ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเดินป่าเมื่อ 2 ปีก่อน ทั้งปีนเขาและเดินในป่าวันนึงหลายชั่วโมงแถมแบกสัมภาระเองด้วย เข่าเลยรับหน้าที่หนัก  หลังจากกลับจากทริปนั้น เข่าก็เริ่มมีอาการเจ็บ นั่งยองยองแทบไม่ได้ จากที่เคยเล่นกีฬาที่ต้องเดิน วิ่ง หรือ ปั่นจักรยาน ซึ่งเข่ามีส่วนสำคัญจริงๆนะ พอเจ็บขึ้นมาทีนี้น้ำหนักขึ้น เพราะออกกำลังกายไม่สนุก ยิ่งถ้าฝืนเล่นกีฬาแบบไม่ระมัดระวังผิดท่าผิดทางขึ้นมาก็มีอันต้องหายามาทานกันเลย จนมาวันหนึ่งตกบันไดแล้วเกร็งที่ขา เอ็นหัวเข่าอักเสบจนแทบเดินไม่ได้ การรักษาเริ่มจากไปโรงพยาบาล กินยาแก้อักเสบ จากนั้นเข้าเฝือกลำบากเข้าไปอีก จนวันหนึ่งบอกกับตัวเองว่า ณ.จุดนี้ทนพอแล้วมั้ง เลยลองเซิร์ทหาการรักษาทางอินเตอร์เนท มาพบการรักษาแบบฉีดพลาสม่า คือเอาเลือดของเรามาปั่นแล้วฉีดกลับเข้าไปในข้อเพื่อให้เกิดการรักษาด้วยตัวเอง เราอ่านอยู่หลายที่สุดท้ายได้คลีนิคที่นึงซึ่งเป็นแพทย์ทางเลือก โทรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ พร้อมขอคำแนะนำสร้างความมั่นใจขึ้นมาหน่อย วันที่เข้ารับการรักษาจำได้เลยว่าเดินลากขาไปที่คลีนิก คือมันสุดทางแล้วที่จะต้องทนทรมาน คุณหมอและนักกายภาพได้อธิบายขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียดอีกรอบก่อนที่เราจะตัดสินใจเดินหน้ารักษาด้วยวิธีนี้ โดยขั้นตอนประมาณนี้นะคะ ATC (Active cell therapy) ช่วงการเตรียมข้อเข่าให้พร้อมก่อนโดยใช้เครื่องมือที่ช่วยลดอาการเจ็บหรืออักเสบของข้อเข่าโดยทำงานร่วมกับการกายภาพของนักกายภาพบำบัด Physical Therapy ...
การออกกำลังกายผิดท่าผิดทางระวังความบาดเจ็บจะถามหา และท่าง่ายๆต่อไปนี้แหระที่เหมือนจะง่ายแต่จริงๆแล้วทำยากนะเออ 1.ท่าสควอท ถ้าทำอย่างถูกต้องแล้วล่ะก็ท่านี้เป็นการบริหารส่วนล่างทั้งหมด เพื่อกล้ามเนื้อขา ปรับปรุงท่าทาง บั้นท้ายจะงอนตึงเปรี๊ยะ แต่ แต่ แต่ สิ่งที่ผิดปกติของท่านี้ก็คือ ผู้ออกกำลังกายมักงอหลัง และเมื่อหลังงอ เราจึงออกแรงที่นิ้วโป้งเท้าเพื่อยันตัวขึ้น และงอเข่าเข้าหากันท่าที่ถูก ยืนหลังตรง  ขากางออกให้ประมาณหัวไหล่ ใช้กล้ามเนื้อแกนลำตัวและบั้นท้าย น้ำหนักอยู่ที่ส้นเท้า ย่อตัวลงเหมือนเรากำลังจะนั่ง ยื่นแขนตรงค้างไว้ที่หน้าท้อง 2.เลกเพรส เป็นการใช้อุปกรณ์การออกกำลังกาย อย่างอเข่ามากเกินไป เข่างอประมาณ 90 องศากับลำตัว อย่ายืดขาจรสุด ออกกำลังกายที่น้ำหนักที่คุณรับได้ 3.การยกไหล่ด้านหน้าและด้านข้าง บางคนคิดว่ายกไหล่ด้านข้างยิ่งสูงยิ่งดี แต่จริงๆแล้ว มีความเสี่ยงที่จะเกิดกล้ามเนื้อฉีกขาด ท่าที่ถูกคือยกขึ้นมาในระดับหัวไหล่ กำลูกตุ้มหน้ำหนักโดยให้นิ้วก้อยอยู่ด้านบนเหนือหัวไหล่เล็กน้อย วางเท้าระดับเดียวกับหัวไหล่และงอเข่าเล็กน้อย 4.การวิ่งบนลู่วิ่ง ควรหลีกเลี่ยงการจับราว ซึ่งเหมือนจะทำให้การวิ่งนั้นง่ายขึ้นก็จริงแต่ท่าทางของคุณจะดุไม่ดีเอาเสียเลย การปรับความชันของการวิ่งไม่ควรเกิน 8% เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อหลัง บั้นท้ายและข้อเท้าได้รับบาดเจ็บ...
เคยไหมคะเวลาที่วิ่งหรือปั่นจักรยานหรือออกกำลังกายบ่อยครั้งที่เรารู้สึกจุกในท้อง วันนี้เราจะมาเสนอแนะวิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้องและทำให้อาการจุกที่ท้องนั้นหายไป 1.สาเหตุอันดับต้นๆมาจากการหายใจที่ผิดจังหวะหรือกลั้นหายใจ ให้ฝึกหายใจให้ลึกๆทางจมูกและผ่อนยาวๆออกพร้อมๆกันทั้งทางจมูกและทางปาก การหายใจเข้านั้นให้ให้สูดหายใจเข้าทางปอดจนถึงท้องป่องขึ้น การปล่อยลมหายใจออกมามาควรเขม่วที่ท้อง ให้เป็นจังหวะ อย่าฝืน อย่ากลั้นหายใจ ทำอย่างสบายที่สุด  การจุกเสียดในท้องระหว่างการออกกำลังกายจะหายไปอย่างแน่นอน 2.หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนที่จะไปออกกำลังกายซัก 2 ชั่วโมง หากจำเป็นให้ทานแต่น้อยและบ่อยขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกแป้งและไขมันเพราะย่อยยากและร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อยเป็นเวลาที่นาน ซึ่งเป็นผลให้เราเกิดอาการจุกในท้องนั่นเอง รวมถึงควรหลีกเลี่ยงน้ำอัดลม ผักจำพวกบล๊อกโคลี่และถั่วก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกันค่ะ 3.การวอล์มอัพร่างกายควรทำทุกครั้งก่อนออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เป็นการเตรียมให้ร่างกายรู้ว่ากำลังจะต้องออกแรง การวอลอัพนี้ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และกระเพาะอีกด้วย เป็นการลดโอกาสอาการจุกท้อง  จุกลิ้นปี่ ขณะออกกำลังกายได้อย่างดี 4.เสริมความแข็งแรงให้ลำตัว กล้ามเนื้อท้อง หลัง สะโพก เป็นส่วนที่ถูกใช้งานอย่างหนัก แต่มักถูกมองข้ามไป และแน่นอนว่าเมื่อกล้ามเนื้อส่วนนี้ไม่แข็งแรงโอกาสที่จะเกิดอาการจุกหรือปวดส่วนนี้ย่อมเป็นไปได้อย่างง่าย ฉะนั้นนอกจากจะดูแลส่วนล่างลำตัวแล้ว ลองหาท่าออกกำลังกายที่ทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนมีความแข็งแกร่งขึ้นน่าจะช่วยทำให้เรารู้สึกมีความสุขมากขึ้นในขณะออกกำลังกาย ง่ายๆ 4 วิธีที่จะทำให้การออกกำลังกายของเรามีความสุขขึ้นการมีสุขภาพที่ดี ร่างกายต้องไม่บาดเจ็บ ไม่ฝืน ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระ และสุดท้ายเพื่อให้ตัวเราพร้อมทั้งกายทั้งใจพร้อมลุยงานหรือตามสิ่งที่ฝันให้เป็นจริง
วิ่งอย่างไรดีที่ไม่ทำให้เข่าพังและที่สำคัญต้องผอม สวย กระชับทุกสัดส่วนด้วยนะ สมัยนี้งานวิ่งมีจัดทุกสัปดาห์ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด เสื้อวิ่งก็สวย เหรียญก็สวย แถมนักวิ่งหลายคนก็หุ่นดี หน้าตาดี งานดีๆขนาดนี้ อยากวิ่งตามเลยจ้าเผื่อจะเจอเนื้อคู่ซักคน แต่ทำงัยดีนะ วิ่งทีไรขาก็จะพันกัน แถมวิ่งได้หน่อยก็เจ็บเข่า เจ็บข้อเท้าซะแล้ว  มือใหม่ทั้งหลายอ่านดูค่ะ เรามีคำตอบและเทคนิคง่ายๆมาบอกต่อดังนี้ 1.ท่าวิ่งที่ถูกต้อง - ศีรษะตั้งตรง ไม่ต้องก้มไปมองพื้น เชิดไว้แต่อย่าถึงกับเงยหน้าจนหงาย เอาแค่พอรู้สึกว่าตั้งตรงเป็นแกนเดียวกับลำตัว การวิ่งแบบนี้ช่วยให้ไม่เมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณคอ และที่สำคัญพยายามอย่าก้มหน้าเพราะการวิ่งแบบนี้น้ำหนักจะลงไปที่เอวและปลายเท้า จะทำให้ปวดหลังแล้วสุดท้ายเราก็จะเบื่อและไม่สนุกกับการวิ่ง - ลำตัวตรงไม่โน้มไปด้านหน้า ไหล่และแขนไม่ต้องเกร็งปล่อยตามสบาย -การวางเข่าและเท้ามีสองแบบการวิ่งเพื่อให้มีความเร็วให้ลงน้ำหนักที่ปลายเท้า  ส่วนการวิ่งเน้นระยะที่มีระยะไกลให้ลงน้ำหนักที่ส้นเท้า การวิ่งเพื่อออกกำลังกายสามารถวิ่งสลับไปมาได้เพราะเราสมารถใช้กล้ามเนื้อทั้งสองส่วนเพื่อให้เกิดความเคยชิน ข้อควรระวัง นักวิ่งไม่ควรวิ่งเหยีดเข่าเพื่อลดแรงกระแทกอันนำมาซึ่งความบาดเจ็บในระยะยาว -การแกว่างแขน ข้อศอกทำมุม 90 องศาตั้งฉากกับพื้น แกว่งแขนขนานกับแนววิ่งปล่อยตามธรรมชาติอย่าฝืน กำมือหลวมๆ ข้อมมือเกร็งเล็กน้อย 2. การวิ่งเพื่อลดน้ำหนัก -วิ่งด้วยท่าที่ถูกต้องจัดร่างกายตามคำแนะนำข้างต้น ก่อนวิ่งทำการยืดเส้น วอมร่างกายด้วยกัยวิ่งเบาๆหรือเดินก่อนในช่วงแรก -การวิ่งที่เยอะเกินไปเพื่อหวังให้การลดน้ำหนักเป็นไปอย่างรวดเร็วนั้นไม่มีทางจะเป็นไปได้ นอกจากจะทำให้ร่างกายบาดเจ็บแล้ว กล้ามเนื้อจะตึงเครียด...
คาเฟอีนในกาแฟมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ โดยสารดังกล่าวสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับผิวหนังอีกทั้งยังลดอาการอักเสบของผิวหนัง และลดเซลลูไลท์และยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยปกป้องซ่อมแวมความเสียหายของผิวที่เกิดจากแสดแดดได้ดีอีกด้วย เรามาดูกันว่าส่วนต่างๆของร่างกายเรานั้นกาแฟจะเข้ามามีส่วนช่วยให้เราสวยขึ้นได้อย่างไร ดวงตาที่หมองคล้ำจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ขอบตาดำคือของแถมมาจากการนอนดึก หรือการนอนไม่หลับ คาเฟอีนในกาแฟเมื่อนำมาผสมกับครีมบำรุงรอบดวงตาจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต และยังลดอาการถุงไต้ตาบวมได้เป็นอย่างดี คุณ Lynda Torrey ผู้อำนวยการศึกษาของ The Woodhouse Day Spa แนะนำให้เก้บกากกาแฟที่ชงดื่มในตอนเช้า เอามาใส่ถุงและวางไว้ที่ใต้ขอบตาประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น สำหรับผิวหน้า ภัยจากแสงแดด ควันพิษ มลภาวะต่างๆ ทำให้หน้าหมอคล้ำ ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย ในกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ ครีมบำรุงผิวหรือลิปมันป้องกันแสดแดดบางตัวก็ยังมีส่วนผสมของสารสกัดจากเมล็ดกาแฟลงไปในผลิตภัณฑ์ด้วย Tips :  กาแฟบดใหม่ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับผงโกโก้ 2 ช้อนโต๊ะ นมสด 3 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ทาให้ทั่วหน้าทิ้งไว้...
คำแนะนำสำหรับการดื่มกาแฟที่ให้ได้ประโยชน์มีดังนี้ เวลาที่ดีที่สุดในการดื่มกาแฟ แก้วแรก : ดื่มช่วงเวลา 9.30-10.00 น.หลังอาหารเช้าจะช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัวพร้อมจะทำงานในช่วงเช้า แก้วที่สอง : กาแฟร้อนช่วงหลังอาหารมื้อกลางวันจะช่วยกระตุ้นสมองและช่วยให้ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้นระบบย่อยอาหารเป็นไปได้ด้วยดี แก้วที่สาม : ช่วงบ่าย 3 โมงเย็นช่วงนี้สมองอาจจะเริ่มอ่อนล้าเนื่องจากทำงานมาทั้งวัน การดื่มกาแฟในช่วงนี้จะได้ไม่รบกวนการนอนหลับหากดื่มช่วงบ่ายแก่ ๆ อาจทำให้การนอนหลับในเวลากลางคืนมีปัญหา พยายามดื่มกาแฟที่มีอุณหภูมิตำกว่า 65 องศาเซลเซียส เนื่องจากองค์การ WTO ระบุว่าการดื่มที่มีออุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียสเป็นเหตุให้เกิดมะเร็งหลอดอาหาร ห้ามดื่มกาแฟหลังการดื่มไวน์ เพราะกาแฟจะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัว เพื่อภาระให้หลอดเลือดหัวใจทำงานหนักขึ้น การดื่มกาแฟดำดีกว่าการดื่มกาแฟที่ผสมครีมเทียม หากไม่ชินกับการดื่มกาแฟดำให้ลองใส่นมสดลงไปแทนน้ำตาล เพื่อหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำตาล สุดท้าย รวมๆ แล้วใน 1 วันเราไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 3 แก้ว  (ประมาณ 150 มก. ต่อแก้ว)   การดื่มกาแฟจัดเป็นเรื่องของเทรนด์การแสดงออกตัวตน การเข้าสังคม การดื่มที่ดีควรส่งเสริมร่างการให้กระปรี้กระเปร่า...