วิกฤติภัยแล้งมาเร็วกว่าคาดการณ์

1
ความแห้งแล้ง

แค่เริ่มปีใหม่ 2563 ได้ไม่กี่วัน  พื้นที่ต่างๆของประเทศไทยกำลังประสบปัญแล้งก็กลายเป็นข่าวใหญ่ผ่านสื่อต่างๆ

ภาวะแห้งแล้ง

ทั้งนี้เกิดจากปัญหาขาดแคลนน้ำฝนจากธรรมชาติต่อเนื่องจากปีที่แล้ว น้ำตามแหล่งน้ำผิวดินทั้งประเทศไม่เพียงพอต่อการใช้สอย  คงเหลือแหล่งน้ำใต้ดินเท่านั้นที่พอจะเป็นความหวังสำรองได้บ้าง อย่างไรก็ตามหากติดตามข่าวสารเรื่องปริมาณของแหล่งน้ำใต้ดินแล้ว  สิ่งที่เราคาดหวังจะเป็นทางทรัพยากรน้ำทางรอดอาจไม่ใช่เสียแล้ว  เมื่อนักวิทยาศาตร์ทั่วโลกและองค์การอวกาศของสหรัฐอเมริกาออกมาให้ข้อมูลความจริงที่น่าสะพรึงกลัว

น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรน้ำจืดที่สำคัญมีสัดส่วนมากถึง 99% ของน้ำจืดที่มีอยู่ในโลกใบนี้  เป็นแหล่งน้ำสำคัญหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้อยู่กินอย่างสบาย  เปรียบดั่งฟันเฟืองสำคัญในระบบห่วงโซ่อาหาร ให้น้ำต่อพืชต่างๆและสัตว์ได้กินพืชเป็นแหล่งพลังงาน  นอกจากนี้น้ำบาดาลยังเป็นแหล่งต้นทุนถึง 25% ของน้ำจืดผิวดิน  เช่น  น้ำในเขื่อนเก็บน้ำ แม่น้ำ หนองบึงและทะเลสาบต่างๆ  โดยธรรมชาติแล้วน้ำบาดาลและน้ำท่า(หรือน้ำผิวดิน)มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน  ในปีที่น้ำฝนตกหนักจะทำให้ปริมาณน้ำบาดาลใต้ดินมีมากตามไปด้วย  และในปีถัดไปหากน้ำท่าหรือน้ำผิวดินมีปริมาณน้ำน้อย  น้ำจะแหล่งน้ำบาดาลจะซึมขึ้นมาเติมเต็มให้น้ำผิวดินมีความสมดุลย์ ดังนั้นหากปริมาณน้ำบาดาลลดลงจะส่งผลต่อปริมาณน้ำท่าหรือน้ำผิวดินลดลงอย่างรวดเร็วเป็นวัฏจักรหมุนเวียนสัมพันธ์ต่อกัน  นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์และองค์การการบินและอวกาศสหรัฐอเมริกาหรือ NASA มีรายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ร้อนขึ้น  มีผลกระทบโดยตรงทำให้น้ำบาดาลจากพื้นต่างๆทั่วโลกร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว

น้ำในเขื่อนที่ลดลงอย่าง มากจนเกินค่ามาตรฐาน

ไม่นานมานี้นักวิทยาศาสตร์ที่รวมตัวกันประมาณ1,100 คนจาก 92ประเทศทั่วโลกและเรียกกลุ่มของพวกเขาว่า “Call to Action”  พวกเขาได้ติดตามศึกษาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำบาดาลทั่วโลก  และพบความจริงที่ต้องเรียกร้องให้องค์กรสาธารณกุศลและรัฐบาลของประเทศต่างๆทั่วโลกเตรียมการรับมือกับภาวะวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นในเร็วๆนี้  คาดการณ์ว่าโลกกำลังประสบกับปัญหาน้ำบาดาลกำลังแห้งขอด  หากไม่ใส่ใจสร้างแผนการใช้และอนุรักษ์น้ำบาดาลอย่างยั่งยืน  ปริมาณน้ำที่อยู่ใต้ดินจะขาดแคลนอย่างรุนแรงก่อนปีคศ. 2050

น้ำบาดาลที่กำลังแห้งเหือด

Figure 1 ภาพแสดงพื้นที่แหล่งน้ำบาดาลลดลง (ที่มา NASA,2013)

สิ่งที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ “Call to Action”ลงชื่อกันเสนอให้เร่งรัฐบาลและองค์กรต่างเร่งรีบดำเนินการเพื่อเตรียมรับกับภัยพิบัติคือ

  • ให้ความใส่ใจต่อการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยจัดทำการแผนการใช้น้ำและรายงานผลการดำเนินงานต่อสื่อกลางของสหประชาชาติคือ UN World Water Development Report  นอกจากนี้พวกเขายังเรียกร้องให้การใช้น้ำทรัพยกรน้ำบาดาลเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาแห่งที่ยั่งยืนปี 2022 (UN Sustainable Development Goal)

  • เรียกร้องให้ส่งเสริมการจัดการทรัพยากรน้ำบาดาลในระดับท้องถิ่นและสากลตามคำแนะนำการใช้ทรัพยากรบาดาลอย่างยั่งยืนของสหประชาติ ( a guiding principle of groundwater sustainability )ให้สำเร็จในปี 2030

  • ส่งเสริมการลงทุนบริหารจัดการน้ำบาดาลอย่างยั่งยืนโดยเฉพาะการเพิ่มน้ำในชั้นหินอุ้มน้ำให้ได้ในปี 2030

ปัญหาขาดแคลนน้ำในปีนี้ดูเหมือนจะเกิดขึ้นเร็วตั้งแต่ต้นปีและคาดว่าจะรุนแรงมากที่สุดอีกปีหนึ่ง  หากยังเตรียมการรับมือเสียแต่เนิ่นๆเราอาจประสบกับความเสยหายอย่างรุนแรง  เพราะแม้แต่แหล่งน้ำบาดาลที่เคยมั่นใจว่าจะไม่มีวันหมดไปได้เริ่มร่อยหรอลงแล้ว  กำลังจะเป็นวิกฤติปัญหาใหม่ที่เราต้องเร่งรีบแก้ไขไปพร้อมกับปัญหาภาวะโลกร้อน  อันส่งผลกระทบต่อระบบความมั่นคงของมนุษย์ทั่วโลก

 

เรียบเรียงโดย อดิศร สุนทรารักษ์

เอกสารอ้างอิง

https://www.nasa.gov/jpl/grace/study-third-of-big-groundwater-basins-in-distress

https://www.ecowatch.com/groundwater-being-rapidly-depleted-2642909578.html?rebelltitem=1#rebelltitem1

 

 

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here